รูปภาพทั้งหมดนี้ ได้รับการอนุญาตจากเจ้าของภาพแล้วค่ะ

ก่อนทำตาสองชั้น และเสริมจมูก

หลังทำตาสองชั้นและเสริมจมูกกับ นพ.นพรัตน์

____________________________________________________________________________

____________________________________________________________________________

ก่อนเสริมจมูก ทำตาสองชั้น เสริมคาง ทำปากบางบน-ล่าง

หลังเสริมจมูก ทำตาสองชั้น เสริมคาง ทำปากบางบน-ล่าง กับ นพ.นพรัตน์

____________________________________________________________________________

____________________________________________________________________________

ก่อนเสริมจมูก  และเสริมคาง

หลังเสริมจมูกและ เสริมคางกับ นพ.นพรัตน์

____________________________________________________________________________

____________________________________________________________________________

ก่อนเสริมจมูก และฉีดโบทอกซ์ปรับหน้าเรียวกับ นพ.นพรัตน์

หลังเสริมจมูก และฉีดโบทอกซ์ปรับหน้าเรียวกับ นพ.นพรัตน์

 

สาเหตุและผลเสียของความอ้วน

นวัตกรรมล่าสุดของการดูดไขมัน laser ที่สามารถสลาย fat ได้โดยตรง

เสริมอกให้อึ๋ม from Please Health

posted on 09 Jun 2011 16:31 by drnopparat

บุกถึงห้องผ่าตัดของคุณหมอศัลยกรรมตกแต่งสุดหล่อ อ.นพ.นพรัตน์ รัตนวราห เพื่อขุดทุกเรื่องราวที่คุณอยากรู้ เกี่ยวกับการ "เสริมให้อึ๋ม

 

ขอบคุณ

Please Health

ผมอยากทราบว่า การผ่าตัดทำศัลยกรรมจมูก และตามีวิธีการทำอย่างไร ทำแล้วจะมีผลกระทบอย่างไรบ้าง การพักฟื้นเป็นอย่างไรบ้าง และทำออกมาจะสวยเหมือนดั่งที่คุณหมอบอกหรือเปล่าครับ?

 

 

สำหรับการทำตา ทำจมูกเป็นการศัลยกรรมที่นิยมที่สุดในแถบเอเชียของเรา

สำหรับวิธีการทำ ขั้นแรกคนไข้ต้องมาพบหมอก่อน มาปรึกษาหารือกันว่า ความต้องการให้รูปร่างจมูก ตา เป็นอย่างไร แล้วหมอก็จะต้องตรวจว่าโครงสร้างโดยรวมของคนไข้เป็นอย่างไร

 

สำหรับการเสริมจมูกก็มีวัสดุหลายชนิดครับ ที่นิยมที่สุดจะเป็นซิลิโคน ซิลิโคนที่ใช้ก็จะเป็น Medical Grade Silicone คือซิลิโคนที่ร่างกายไม่ทำการต่อต้าน

 

สำหรับการผ่าตัดตาก็จะมีการผ่าตัดทั้งเปลือกตาบน หรือที่เรียกว่าทำตาสองชั้น และการผ่าตัดเปลือกตาล่างสำหรับคนที่มีกระเปราะใต้ตาป่องออกมา หรือผิวหนังใต้ตาเหี่ยวย่น

 

การผ่าตัดศัลยกรรมตากับจมูก อาจจะไม่สามารถทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงตามที่ต้องการได้ 100% แต่เราจะทำให้ผลออกมาใกล้เคียงกับความต้องการของคนไข้มากที่สุด

 

ส่วนการพักฟื้น เมื่อคนไข้ผ่าตัดเสร็จและฟื้นขึ้นมา สามารถกลับบ้านได้ ไม่ต้องนอน รพ.ครับผม

การทำศัลยกรรมพลาสติกคืออะไร และมีผลข้างเคียงอะไรบ้างครับ?

การทำศัลยกรรมตกแต่งก็คือการผ่าตัดเพื่อไปเติมเต็มส่วนที่ขาดหรือส่วนที่ไม่สมบูรณ์ของร่างกายให้ดียิ่งขึ้น

การทำศัลยกรรมปัจจุบันเป็นที่ยอมรับมากยิ่งขึ้นและมีความปลอดภัยมากขึ้นด้วย

สำหรับการเตรียมตัวในด้านร่างกายของเรา คือต้องเป็นคนที่มีสุขภาพแข็งแรง สมบูรณ์และไม่เป็นโรคที่ขัดขวางการผ่าตัด เช่นโรคเลือดไหลหยุดยากจะมีผลต่อการผ่าตัดครับ

ในเรื่องของจิตใจ ต้องสังเกตตนเองว่ามีจิตใจที่พร้อมจะเข้ารับการผ่าตัดหรือไม่ ต้องเตรียมตัวในเรื่องของความรู้ ต้องทราบวิธีการผ่าตัดคร่าวๆ ทราบว่าก่อนผ่าตัดหลังผ่าตัดต้องปฏิบัติตนอย่างไร ระยะพักฟื้นกี่วัน พอเราได้ข้อมูลต่างๆแล้วก็หาสถานที่ เลือกคุณหมอที่จะทำผ่าตัด

และสำหรับผู้ที่สนใจจะเข้ารับการทำศัลยกรรมตกแต่งสามารถหาข้อมูลได้เพิ่มเติมที่ http://www.surgery.or.th/ สมาคมศัลยแพทย์ตกแต่งเสริมสวยแห่งประเทศไทย

หวังว่าทุกท่านคงจะมีความสุขกับการทำศัลยกรรมนะครับ

การดูแลตนเองก่อน-หลังผ่าตัด

การเตรียมตัวและข้อห้ามก่อนการผ่าตัด


 

1 งดสูบบุหรี่ก่อนและหลังผ่าตัดอย่างน้อย 2 สัปดาห์ แอลกอฮอลล์อย่างน้อย 5 วัน เพื่อลดความเสี่ยงในการติดเชื้อและอาการบวมที่ยาวนานกว่าปกติ (กรณีผ่าตัดใหญ่ให้งดบุหรี่หลังผ่าตัด 1 เดือน)


2 งดยากลุ่มแอสไพริน (aspirin) หรือไอบิวโพรเฟน (ibuprofen) เช่น ยารักษาโรคไซนัส ยาแก้ไอที่มีส่วนผสมของยาดังกล่าว อย่างน้อย 2 สัปดาห์ก่อนและหลังผ่าตัดเพื่อลดอาการฟกช้ำจากปัญหาเลือดคั่งหลังการผ่าตัด หากจำเป็นให้ใช้ยาพาราเซตามอนในการแก้ปวดเท่านั้น


3 งดยา สมุนไพร และอาหารเสริมที่มีส่วนผสมของวิตามิน E และ C อย่างน้อย 10 วัน เนื่องจากทำให้เลือดหลุดไหลยาก และเป็นอุปสรรคในการทำผ่าตัด เช่น ผงชูรส กระเทียม หัวหอม ถั่วเหลือง อีฟนิงพริมโรส ยาลดความอ้วน ยาต้านอาการซึมเศร้า อัลมอนด์ แอปเปิ้ล ผลไม้ตระกูลเบอรี่ แตงกวา ขิง มะเขือเทศ


 

4 แจ้งประวัติการแพ้ยา อาหารเสริมที่รับประทานอยู่ และโรคประจำตัว


 

5 งดอาหารก่อนผ่าตัด 6 ชั่วโมง แต่สามารถดื่มน้ำได้ แต่กรณีที่ต้องใช้ยาสลบให้งดทั้งน้ำและอาหาร 6 ชั่วโมงก่อนผ่าตัด


 

6 ในกรณีผ่าตัดใหญ่เช่น ทำหน้าอก ดูดไขมัน ควรหลีกเลี่ยงการผ่าตัดในช่วงมีประจำเดือน


 

7 ลาหยุดประมาณ 4 วัน และควรมีคนมาเป็นเพื่อนด้วย เนื่องจากแพทย์จะให้ยานอนหลับทำให้มีอาการมึนเมาหลังจากฟื้นจากฤทธิ์ยา


 

8 หากคนไข้อายุต่ำกว่า 20 ปีบริบูรณ์ให้นำบิดาหรือมารดามาเซ็นยินยอมอนุญาตให้บุตรเข้ารับการผ่าตัด ไม่สามารถให้พี่สาวหรือญาติมาเซ็นได้


 


 

การดูแลตนเองหลังเข้ารับการผ่าตัด
การเสริมจมูก, แก้ไขจมูก, ตกแต่งทรงจมูก และการตัดปีกจมูก


 

1 ประคบเย็นทันทีหลังการผ่าตัดเป็นเวลา 48 ชั่วโมงอย่างต่อเนื่อง โดยอุปกรณ์ที่ใช้ประคบเย็นควรเป็นวัสดุน้ำหนักเบาเช่น ใช้ผ้าขนหนูที่เปียกหมาดๆสัก 3 ผืนแช่ช่องแข็งและสลับนำมาประคบให้ต่อเนื่องที่สุด โดยประคบหน้าผาก ตา และข้างๆจมูก หากพ้นระยะ 48 ชั่วโมงแล้วให้ปล่อยไว้เฉยๆ ไม่ควรประคบร้อนหรือเย็นทั้งสิ้นเพราะอาการบวมจะมีต่อไปอีกประมาณ 4-14 วันแล้วจะค่อยๆยุบลง โดยช่วงหัวตาจะยุบช้าที่สุด ดังนั้นหากรู้สึกว่าหัวตาดูโตไม่ต้องกังวลค่ะ


 

2 นอนยกหัวสูงหรือนั่งหลับ 48 ชั่วโมง และตระหนักไว้ว่าอาการบวมจนตาปิดช่วง 3-4 วันแรกเป็นอาการปกติ และช่วง 8 วันแรกยังไม่ต้องอารมณ์เสียกับรูปทรงจมูกเพราะอาการบวมยังมีมากอยู่จนไม่อาจทราบทรงจมูกที่แท้จริงได้ อาการบวมช้ำจะยาวนานแตกต่างกันไปในแต่ละรายช่วง 4-14 วัน ไม่ต้องวิตกกังวล


 

3 ห้ามแผลผ่าตัดโดนน้ำ 7 วัน ดังนั้น การทำความสะอาดหน้า 3-4 วันแรกให้ใช้กระดาษซับมัน หลังจากนั้นใช้สำลีชุบน้ำอุ่นเช็ดทั่วใบหน้า หลีกเลี่ยงการกระทบกระทั่งบริเวณดั้งจมูก


 

4 ผู้เข้ารับการผ่าตัดจึงควรอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่แห้งและเย็น หลีกเลี่ยงฝุ่นที่เป็นสาเหตุให้แพ้อากาศ หากมีน้ำมูกให้รีบทานยาแก้แพ้ทันที หลีกเลี่ยงการไอ จาม และสั่งน้ำมูก


 

5 หลังจากรับประทานยาตามที่แพทย์สั่งจนหมดแล้วไม่ต้องซื้อรับประทานเองเพิ่ม ให้ทานได้เฉพาะยาแก้ปวดพาราเซตามอนเท่านั้น ในกรณีมีอาการคลื่นไส้อาเจียนมักมีสาเหตุมาจากอาการแห้ยาให้หยุดทานยาแก้อักเสบ และสามารถทานยาแก้คลื่นไส้อาเจียนได้(Domperidone)


 

6 วันที่ 4 หลังการผ่าตัดให้แกะเฝือกที่ติดจมูกออกได้โดยใช้น้ำอุ่นลูบเบาๆ


7 ในช่วง 3-4 วันแรกคนไข้อาจมีอาการน้ำเหลืองหรือเลือดจางๆซึมออกมาจากแผล ให้ใช้คัตตอนบัดซับเบาๆ และแต้มเบตาดีนเบาๆในบริเวณที่มีน้ำเหลืองซึมออกมา ห้ามเช็ดหรือถูโดยเด็ดขาด แต่ทางที่ดีควรหลีกเลี่ยงการสัมผัสแผลในทุกกรณี


 

8 หลังจากแผลผ่าตัดแห้งแล้วเท่านั้นจะสามารถใช้ยารักษาแผลเป็นได้


 

9 ในกรณีตัดปีกจมูก คนไข้ไม่ต้องตกใจหากแผลมีอาการแฉะ สามารถซับด้วยไม้พันสำลีชุบเบตาดีนได้ถ้าจำเป็น ห้ามเช็ดหรือถูโดยเด็ดขาด (ไม่ควรทำบ่อย ทางที่ดีควรหลีกเลี่ยงการสัมผัสแผลในทุกกรณี)


 

10 ต้องมาตรวจซ้ำตามใบนัด หากมีอาการเอียงแพทย์จะสามารถใช้มือดัดแก้ไขให้ตรงได้ทันเวลา หากมีปัญหาแล้วไม่มาตามนัดอาจไม่สามารถแก้ไขได้ สำหรับคนไข้ที่แพทย์ไม่ได้ทำการตัดไหมให้อาจเป็นเพราะแผลยังไม่แห้งสนิท ดังนั้นหากรู้สึกรำคาญสามารถให้แพทย์ท่านอื่นตัดได้


 

11 รับประทานอาหารอ่อนๆในช่วง 3-4 วันแรก เพื่อหลีกเลี่ยงการกระแทกและขยับเขยื้อนของจมูก รวมไปถึงของหมักดอง อาหารรสจัด ของไม่สะอาดทั้งหลาย


 


 


 

การเสริมคาง

1 ประคบเย็นทันทีหลังการผ่าตัดเป็นเวลา 48 ชั่วโมงอย่างต่อเนื่อง โดยอุปกรณ์ที่ใช้ประคบเย็นควรเป็นวัสดุน้ำหนักเบาเช่น ใช้ผ้าขนหนูที่เปียกหมาดๆสัก 3 ผืนแช่ช่องแข็งและสลับนำมาประคบให้ต่อเนื่องที่สุด โดยประคบช่วงแก้ม หลีกเลี่ยงการประคบตรงจุดที่มีซิลิโคนอยู่ หากพ้นระยะ 48 ชั่วโมงแล้วให้ปล่อยไว้เฉยๆ ไม่ควรประคบร้อนหรือเย็นทั้งสิ้นเพราะอาการบวมจะมีต่อไปอีกประมาณ 4-5 วัน


 

2 นอนยกหัวสูงหรือนั่งหลับ 48 ชั่วโมง และตระหนักไว้ว่าอาการบวมอย่างมากช่วง 3-4 วันแรกเป็นอาการปกติ และช่วง 8 วันแรกยังไม่ต้องอารมณ์เสียกับคางที่ใหญ่เกินไปเพราะยังมีอาการบวมอยู่


3 การผ่าตัดคางจะผ่าจากด้านในปาก ทำให้มีแผลในปาก ดังนั้นควรหลีกเลี่ยงอาหารรสจัด อาหารร้อน ของหมักดอง อาหารที่ต้องใช้แรงเคี้ยวในช่วงแรก ส่วนการทำความสะอาดให้บ้วนปากด้วยน้ำเปล่าผสมน้ำยาบ้วนปากเจือจางช่วง 3-4 วันแรก


 

4 หลังจากรับประทานยาตามที่แพทย์สั่งจนหมดแล้วไม่ต้องซื้อรับประทานเองเพิ่ม ให้ทานได้เฉพาะยาแก้ปวดพาราเซตามอนเท่านั้น ในกรณีมีอาการคลื่นไส้อาเจียนมักมีสาเหตุมาจากอาการแห้ยาให้หยุดทานยาแก้อักเสบ และสามารถทานยาแก้คลื่นไส้อาเจียนได้ (Domperidone)


 

5 วันที่ 4 หลังการผ่าตัดให้แกะเฝือกที่ติดคางออกได้โดยใช้น้ำอุ่นลูบเบาๆ


 

6 ต้องมาตรวจซ้ำตามใบนัดแพทย์ หากมีอาการเอียงแพทย์จะสามารถใช้มือดัดแก้ไขให้ตรงได้ทันเวลา แต่หากไม่มาอาจแก้ไขให้ไม่ได้ สำหรับคนไข้ที่แพทย์ไม่ได้ทำการตัดไหมให้อาจเป็นเพราะแผลยังไม่แห้งสนิท ดังนั้นหากรู้สึกรำคาญสามารถให้แพทย์ท่านอื่นตัดได้


 


 

การทำตาสองชั้น และการตัดถุงไขมันใต้ตา

1 ประคบเย็นทันทีหลังการผ่าตัดเป็นเวลา 48 ชั่วโมงอย่างต่อเนื่อง โดยอุปกรณ์ที่ใช้ประคบเย็นควรเป็นวัสดุน้ำหนักเบาเช่น ใช้ผ้าขนหนูที่เปียกหมาดๆสัก 3 ผืนแช่ช่องแข็งและสลับนำมาประคบให้ต่อเนื่องที่สุด โดยประคบหน้าผาก รอบๆตา ใต้ตาและสันจมูก หากพ้นระยะ 48 ชั่วโมงแล้วให้ปล่อยไว้เฉยๆ ไม่ควรประคบร้อนหรือเย็นทั้งสิ้นเพราะอาการบวมจะมีต่อไปอีกประมาณ 4-5 วัน


 

2 นอนยกหัวสูงหรือนั่งหลับ 48 ชั่วโมง และตระหนักไว้ว่าอาการบวมจนตาปิดหรือมีอาการฟกช้ำโดยรอบช่วง 3-7 วันแรกเป็นอาการปกติ และบางรายอาจมีอาการเลือดคั่งด้วยเช่นกันซึ่งสามารถให้แพทย์ดูดออกภายหลังได้


 

3 เมื่อพ้นระยะ 24 ชั่วโมงสามารถแกะผ้าปิดตาออกได้ ห้ามแผลโดนน้ำ 5-7 วัน ดังนั้น การทำความสะอาดหน้า 3-4 วันแรกให้ใช้สำลีหรือผ้าชุบน้ำเช็ดทั่วใบหน้าอย่าให้โดนแผลเด็ดขาด


 

4 ผู้เข้ารับการผ่าตัดจึงควรอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่แห้งและเย็น หลีกเลี่ยงฝุ่นที่เป็นสาเหตุให้แพ้อากาศ หากมีน้ำมูกให้รีบทานยาแก้แพ้ทันที หลีกเลี่ยงการไอ จาม และสั่งน้ำมูก


 

5 หลังจากรับประทานยาตามที่แพทย์สั่งจนหมดแล้วไม่ต้องซื้อรับประทานเองเพิ่ม ให้ทานได้เฉพาะยาแก้ปวดพาราเซตามอนเท่านั้น ในกรณีมีอาการคลื่นไส้อาเจียนมักมีสาเหตุมาจากอาการแห้ยาให้หยุดทานยาแก้อักเสบ และสามารถทานยาแก้คลื่นไส้อาเจียนได้(Domperidone)


6 ในช่วง 3-4 วันแรกคนไข้อาจมีอาการน้ำเหลืองหรือเลือดจางๆซึมออกมาจากแผลให้ปล่อยไว้เฉยๆ แต่ถ้าทนไม่ไหวให้ใช้คัตตอนบัดชุบเบตาดีนซับเบาๆ ในบริเวณนั้นๆ ห้ามเช็ดหรือถูแผลเด็ดขาด หลังจากแผลผ่าตัดแห้งแล้วเท่านั้นจะสามารถใช้ยารักษาแผลเป็นได้ และแต่งหน้าได้หลังผ่าตัด 7-10 วัน หลีกเลี่ยงการใส่คอนแทคเลนส์ สวมแว่นตาหนักๆ ยกของหนัก การใช้สายตามากๆช่วง 2-3 สัปดาห์แรกหลังผ่าตัด


 

7 ไม่ต้องตกใจหากมีเลือดซึมจากแผลที่เปลือกตามาแห้งหรังทั่วบริเวณจำนวนมาก และห้ามแคะแกะเกา


 

8 มาตรวจซ้ำตามใบนัดแพทย์ หากมีอาการผิดปกติแพทย์จะสามารถแก้ไขให้ได้ทันท่วงที สำหรับคนไข้ที่แพทย์ไม่ได้ทำการตัดไหมให้อาจเป็นเพราะแผลยังไม่แห้งสนิท ดังนั้นหากรู้สึกรำคาญสามารถให้แพทย์ท่านอื่นตัดได้


 


 

การดูดไขมัน
การเตรียมตัวและข้อห้ามก่อนการผ่าตัด

 

1 งดสูบบุหรี่ก่อนและหลังผ่าตัดอย่างน้อย 2 สัปดาห์ แอลกอฮอลล์อย่างน้อย 5 วัน เพื่อลดความเสี่ยงในการติดเชื้อและอาการบวมที่ยาวนานกว่าปกติ (กรณีผ่าตัดใหญ่ให้งดบุหรี่หลังผ่าตัด 1 เดือน)


2 งดยากลุ่มแอสไพริน (aspirin) หรือไอบิวโพรเฟน (ibuprofen) เช่น ยารักษาโรคไซนัส ยาแก้ไอที่มีส่วนผสมของยาดังกล่าว อย่างน้อย 2 สัปดาห์ก่อนและหลังผ่าตัดเพื่อลดอาการฟกช้ำจากปัญหาเลือดคั่งหลังการผ่าตัด หากจำเป็นให้ใช้ยาพาราเซตามอนในการแก้ปวดเท่านั้น


3 งดยา สมุนไพร และอาหารเสริมที่มีส่วนผสมของวิตามิน E และ C อย่างน้อย 10 วัน เนื่องจากทำให้เลือดหลุดไหลยาก และเป็นอุปสรรคในการทำผ่าตัด เช่น ผงชูรส กระเทียม หัวหอม ถั่วเหลือง อีฟนิงพริมโรส ยาลดความอ้วน ยาต้านอาการซึมเศร้า อัลมอนด์ แอปเปิ้ล ผลไม้ตระกูลเบอรี่ แตงกวา ขิง มะเขือเทศ


4 แจ้งประวัติการแพ้ยา อาหารเสริมที่รับประทานอยู่ และโรคประจำตัว


5 งดทั้งน้ำและอาหาร 6 ชั่วโมงก่อนผ่าตัด


6 การทำหน้าอก ดูดไขมัน ควรหลีกเลี่ยงการผ่าตัดในช่วงมีประจำเดือน


7 ลาหยุดประมาณ 4 วัน และควรมีเพื่อนดูแลตลอดคืน (admit 1 คืน)


8 หากคนไข้อายุต่ำกว่า 20 ปีบริบูรณ์ให้นำบิดาหรือมารดามาเซ็นยินยอมอนุญาตให้บุตรเข้ารับการผ่าตัด ไม่สามารถให้พี่สาวหรือญาติมาเซ็นได้


 


 

การดูแลตนเองหลังการดูดไขมั

1 หลังการผ่าตัดในคนไข้บางรายจะมีอาการคลื่นไส้อาเจียนเป็นเวลา 24 ชั่วโมงเนื่องจากอาการแพ้ยาสลบ


 

2 ค้างคืนที่โรงพยาบาล 1-2 คืนกรุณาปฏิบัติตามคำแนะนำของพยาบาลอย่างเคร่งครัด


 

3 ในช่วง2-3วันแรกห้ามขยับตัวมาก ควรใช้วิธีการเช็ดตัวในการทำความสะอาดร่างกาย คนไข้ไม่ต้องตกใจหากมีน้ำหรือเลือดซึมออกมาจากแผล สามารถทำแผลเองด้วยการใช้เบตาดีนแต้มได้ สำหรับวันที่ 3 เป็นต้นไปแผลจะแห้งและสามารถอาบน้ำได้ตามปกติ


 

4 ต้องพันผ้าที่แพทย์พันให้ตลอดเป็นเวลา 2 สัปดาห์


 

5 หลังแผลหายอาจมีผิวหนังเป็นคลื่นหรอมีไตแข็งๆ สามารถนวดในบริเวณดังกล่าว ซึ่งอาการจะดีขึ้นใน 3-6 เดือน


 

6 ประมาณ 3 สัปดาห์ อาการบวมช้ำจะมีอยู่เป็นเรื่องปกติไม่ต้องตกใจ


 

7 ต้องมาตรวจซ้ำตามใบนัด หากมีอาการเอียงแพทย์จะสามารถใช้มือดัดแก้ไขให้ตรงได้ทันเวลา หากมีปัญหาแล้วไม่มาตามนัดอาจไม่สามารถแก้ไขได้


 


การเสริมหน้าอกและลดขนาดหน้าอก
การเตรียมตัวและข้อห้ามก่อนการผ่าตัด

1 งดสูบบุหรี่ก่อนและหลังผ่าตัดอย่างน้อย 2 สัปดาห์ แอลกอฮอลล์อย่างน้อย 5 วัน เพื่อลดความเสี่ยงในการติดเชื้อและอาการบวมที่ยาวนานกว่าปกติ (กรณีผ่าตัดใหญ่ให้งดบุหรี่หลังผ่าตัด 1 เดือน)


 

2 งดยากลุ่มแอสไพริน (aspirin) หรือไอบิวโพรเฟน (ibuprofen) เช่น ยารักษาโรคไซนัส ยาแก้ไอที่มีส่วนผสมของยาดังกล่าว อย่างน้อย 2 สัปดาห์ก่อนและหลังผ่าตัดเพื่อลดอาการฟกช้ำจากปัญหาเลือดคั่งหลังการผ่าตัด หากจำเป็นให้ใช้ยาพาราเซตามอนในการแก้ปวดเท่านั้น


 

3 งดยา สมุนไพร และอาหารเสริมที่มีส่วนผสมของวิตามิน E และ C อย่างน้อย 10 วัน เนื่องจากทำให้เลือดหลุดไหลยาก และเป็นอุปสรรคในการทำผ่าตัด เช่น ผงชูรส กระเทียม หัวหอม ถั่วเหลือง อีฟนิงพริมโรส ยาลดความอ้วน ยาต้านอาการซึมเศร้า อัลมอนด์ แอปเปิ้ล ผลไม้ตระกูลเบอรี่ แตงกวา ขิง มะเขือเทศ


 

4 แจ้งประวัติการแพ้ยา อาหารเสริมที่รับประทานอยู่ และโรคประจำตัว


 

5 งดทั้งน้ำและอาหาร 6 ชั่วโมงก่อนผ่าตัด


 

6 การทำหน้าอก ดูดไขมัน ควรหลีกเลี่ยงการผ่าตัดในช่วงมีประจำเดือน


 

7 ลาหยุดประมาณ 4 วัน และควรมีเพื่อนดูแลตลอดคืน (admit 1 คืน)


 

8 หากคนไข้อายุต่ำกว่า 20 ปีบริบูรณ์ให้นำบิดาหรือมารดามาเซ็นยินยอมอนุญาตให้บุตรเข้ารับการผ่าตัด ไม่สามารถให้พี่สาวหรือญาติมาเซ็นได้


 


 

การดูแลหลังการผ่าตัดเสริมหน้าอกและลดขนาดหน้าอก


 

1 หลังการผ่าตัดในคนไข้บางรายจะมีอาการคลื่นไส้อาเจียนเป็นเวลา 24 ชั่วโมงเนื่องจากอาการแพ้ยาสลบ


2 ค้างคืนที่โรงพยาบาล 1 คืนกรุณาปฏิบัติตามคำแนะนำของพยาบาลอย่างเคร่งครัด


3 ในช่วง2-3วันแรกไม่ควรขยับตัวมาก ควรใช้วิธีการเช็ดตัวในการทำความสะอาดร่างกาย สำหรับวันที่ 7 เป็นต้นไปแผลจะแห้งและสามารถอาบน้ำได้ตามปกติ โดยคนไข้ไม่ต้องทำแผลเองเลยจนกว่าจะมาตรวจซ้ำตามแพทย์นัด


 

4 การยกของหนักควรหลีกเลี่ยงในช่วง 1 เดือนแรก และอาการแขนไม่มีแรงเป็นเรื่องปกติ แพทย์จะแจ้งวิธีการบริหารแขนให้กลับมาใช้งานได้ตามปกติเอง


 

5 ต้องพันผ้าที่แพทย์พันให้ตลอดเวลา ให้แน่นในระดับที่สามารถหายใจได้เป็นเวลา 2 สัปดาห์


 

6 ห้ามใส่ยกทรงโครงเหล็ก หรือสามารถใส่ sport bar ได้เป็นเวลา 2 สัปดาห์


7 การนวดหน้าอกให้นิ่มเป็นธรรมชาติต้องเริ่มนวดตั้งแต่วันที่มาตรวจซ้ำ โดยแพทย์จะเป็นผู้สอนวิธีการนวดที่ถูกต้อง ต้องนวดต่อเนื่องทุกวันวันละ 2 ครั้ง ครั้งละ 20-30 นาที เป็นเวลา 6 เดือน หลังจาก


 

6 เดือนไปแล้วนวดวันเว้นวันได้จะดีมาก (กรณีลดขนาดหน้าอกไม่ต้องนวด)


 

8 ต้องมาตรวจซ้ำตามใบนัด หากมีอาการผิดปกติใดๆแพทย์จะสามารถแก้ไขได้ทันเวลา หากมีปัญหาแล้วไม่มาตามนัดอาจไม่สามารถแก้ไขได้


 

 


โรคเสพติดศัลยกรรม

posted on 09 Jun 2011 15:56 by drnopparat

จากหนังสืออิมเมจ

 

โรคเสพติดศัลยกรรม

 

เช้าวันหนึ่ง ผมได้ฟังข่าวทางโทรทัศน์เรื่องโรคเสพติด

ศัลยกรรม และรู้สึกแปลกใจว่ามีโรคนี้ด้วยหรือ ในฐานะที่ผมเป็นศัลยแพทย์ด้านตกแต่ง ผมจึงขอหยิบยกเรื่องราวนี้มาเป็นตัวอย่างให้กับใครหลายคนไว้เป็นอุทาหรณ์ ตามข่าวนั้นได้มีหญิงชาวเกาหลีคนหนึ่งได้ตระเวนทำศัลยกรรม (ต้องใช้คำว่าตระเวน เพราะคนนี้ได้รับการผ่าตัดหลายครั้งในหลายสถานที่) โดยหญิงคนนี้ได้เริ่มทำศัลยกรรมตั้งแต่อายุประมาณยี่สิบปี และหลังจากนั้นเป็นต้นมาเธอก็เข้ารับการทำศัลยกรรมครั้งแล้วครั้งเล่าในเกาหลี ซึ่งเป็นที่ทราบกันดีว่า ทั้งหนุ่มและสาวชาวเกาหลี นิยมทำศัลยกรรมกันมาก เนื่องจากประเพณีที่ผู้ปกครองจะให้เงินรางวัลบุตรของตนเมื่อสำเร็จการศึกษา ทำให้หนุ่มสาวเกาหลีมักนำเงินในส่วนนี้ทำศัลยกรรมเพื่อความงาม แต่หญิงสาวคนที่เป็นข่าวนี้เธอเสพติดศัลยกรรมอย่างมากจนไม่มีแพทย์คนใดในเกาหลียินยอมผ่าตัดให้ อาจเนื่องมาจากว่าไม่มีที่จะสามารถผ่าตัดได้อีกแล้ว หญิงเกาหลีคนนี้จึงบินไปผ่าตัดต่อที่ญี่ปุ่นอีก จนกระทั่งในที่สุดก็ไม่มีหมอที่ญี่ปุ่นคนใดยินยอมผ่าตัดให้อีก ต่อมามีผู้แนะนำให้ผู้ป่วยทำศัลยกรรมด้วยตนเอง โดยการซื้อเข็มฉีดยามา แล้วฉีดน้ำมันพืชชข้าที่ใบหน้าของตัวเอง หวังที่จะเติมเสริมให้ใบหน้าดูดีขึ้น ซึ่งในที่สุดแล้วทำให้ใบหน้าหญิงคนนี้เกิดอาการบวมอักเสบบวม ต่อมาเกิดเป็นพังผืด และผิดรูปเสียโฉม ซึ่งดูจากภาพในทีวี ก็น่ากลัวมาก

ผมเองก็มีประสบการณ์ที่มีผู้ป่วยลักษณะนี้เข้ามาปรึกษาไม่น้อย และต้องบอกว่าส่วนใหญ่ หรือเกือบทั้งหมด ไม่สามารถผ่าตัดเแก้ไข้ให้ดูดีดังเดิมได้ ผู้ป่วยต้องทนอยุ่ในสภาพนี้ไปตลอดชีวิต เป็นที่น่าสงสารมาก

อย่างไรก็ตามเหตุการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้นนี้ ไม่ได้เป็นผลจากการทำศัลยกรรมตกแต่ง แต่คนมักโทษการทำศัลยกรรม แม้กระทั่งดาราหลายคนในบ้านเราก็มีใบหน้าที่ไม่เป็นธรรมชาติ ซึ่งล้วนเป็นผลจากการฉีดสารต่าง ๆ เข้าที่ใบหน้าทั้งสิ้น จริง ๆแล้วการทำศัลยกรรมที่ถูกต้องตามหลักการแพทย์นั้นสามารถทำให้ดูดีและเป็นธรรมชาติได้ และผ่าตัดแก้ไขได้โดยปลอดภัย

การฉีดสารบ้างชนิดเข้าร่างกายเพื่อการเสริมสวยในประเทศไทยมีมานาน และก็มีผู้หลงผิดไปทำ จำนวนไม่น้อยในเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นการฉีดเสริมจมูก ฉีดเพื่อเติมแก้ม หน้าผากหรือคาง หรือแม้กระทั่งการฉีดในปริมาณมาก ๆ เช่นการฉีดเสริมหน้าอกหรือสะโพก ผู้ป่วยมักได้รับการยื่นยันจากผู้ฉีด(ซึ่งมิใช่แพทย์)ว่าเป็นการฉีดคอลลาเจน หรือสารสังเคราะห์อื่น ๆ นำเข้ามาจากต่างประเทศ ซึ่งจริง ๆ แล้วไม่ใช่ พบว่าสารที่ใช้ฉีดเหล่านี้ มักเป็นสารประเภทน้ำมันต่าง ๆ พาราาฟิน หรือซิลิโคนเหลว ฯลฯ ผู้ที่ฉีดให้บางคนอ้างตัวเองว่าเป็นหมอ จนเป็นที่ติดปากกัน และยังมีการบอกต่อ ๆ กันให้ไปฉีดแถมยังโฆษณาชวนเชื่อว่า ดาราคนนั้นคนนี้ก็มาฉีด ฉีดแล้วสวยเร็ว ไม่เจ็บ ดูเป็นธรรมชาติ ไม่มีอันตราย

ซึ่งจริง ๆ แล้วหาเป็นเช่นนั้นไม่ กล่าวคือ ภายหลังจากการฉีด สารต่าง ๆ ที่ฉีดเข้าไป สารเหล่านี้จะแทรกซึมไหล เข้าไปในเนื้อเยื่อของร่างกาย บริเวณที่ฉีดและบริเวณข้างเคียง และร่างกายจะรับรู้ว่า สารเหล่านี้เป็นสิ่งแปลกปลอม ร่างกายจะรับไม่ได้ และกลไกการป้องกันตัวเองของร่างกายจะพยายามขับสารเหล่านี้ทิ้ง เช่นแตกเป็นแปลออกมานอกผิวหนัง หรือถ้าขับไม่ได้ร่างกายจะเกิดปฏิกริยาอักเสบ คือมีอาการบวมแดง และสร้างพังผืดมาหุ้มไว้ โดยสิ่งที่เห็นจากภายนอกคือ ผิวหนังคลำได้เป็นไตแข็ง ๆ หลายจุด โตขึ้น คลำหรือเห็นได้เป็นตะปุ่มตะป่ำ ทั้งบริเวณ ที่ฉีดและบริเวณณข้างเคียงไม่สามารถอยู่เฉพาะที่ได้ ผิวหนังบริเวณนั้นก็จะบวมแดง เป็น ๆ หาย ๆ โดยปฏิกริยาดังกล่าวอาจไม่เกิดชัดเจนในระยะแรก ทำให้ผุ้ป่วยคิดว่าฉีด แล้วไม่เห็นมีปัญหาอะไร แต่จริง ๆแล้วปฏิกริยาภายในร่างกายจะเกิดตลอดเวลา และมีการเปลี่ยนแปลงไปเรื่อย ๆ บางครั้งอาจนานหลายปี ถ้าเป็นบริเวณคาง คางก็จะมีอาการเบี้ยวผิดรูป หรือค่อย ๆ ยื่นยาวออกเรื่อย ๆ ถ้าเป็นบริเวณหน้าผากหรือแก้ม ก็จะค่อย ๆ หนาขึ้นเป็นไตแข็ง ๆ ดูไม่เป็นธรรมชาติ ถ้าเป็นบริเวณจมูกจะมีการหนาบวมปูดบางบริเวณ หน้าเหมือนสิงโต การฉีดเติมหน้าอกหรือสะโพกก็เช่นกัน ในที่สุดแล้วก็จะมีการอักเสบเรื้อรัง เกิดเป็นไตแข็ง ๆ และมีการเปลี่ยนแปลงไม่หยุด การรักษาก็คือการตัดเอาเนื้อทั้งหมดที่สารนี้แทรกซึมไปถึงและเกิดเป็นพังผืดออก ซึ่งนั่นก็คืออาจต้องตัดหน้าอกทิ้ง ผู้ป่วยบางคนเกิดปฏิกริยาอักเสบรุนแรงตั้งแต่ในระยะแรก จะมีอาการบวมแดง เป็นหนอง เจ็บปวดทรมาน อาจติดเชื้อในกระแสเลือดถึงเสียชีวิตได้

การฉีดสารในลักษณะดังกล่าวยังพบในเพศชายด้วย กล่าวคือมีการหลงผิดไปฉีดสารพวกนี้เข้าอวัยวะเพศเพราะต้องการให้อวัยวะเพศขนาดใหญ่ขึ้นเช่นกันและในที่สุด ก็มีการอักเสบบวมเกิดเป็นไตแข็ง บ้างก็แตกเป็นแผล หรือแผลเป็นดรั้ง ซึ่งจะเจ็บปวดและทรมานเช่นกัน ซึ่งการรักษาก็ทำโดยต้องตัดหนังหุ้มอวัยวะเพศออกทั้งหมด และนำเนื้อจากบริเวณอื่นมาหุ้มแทน แต่ก็ยากที่จะกลับมาใช้งานได้ตามปกติ

ดังนั้นจึงไม่ควรหลงผิดไปทำการดังกล่าว หากต้องการสวยหล่ออย่างปลอดภัยควรจะไปปรึกษาแพทย์เฉพาะทางทางด้านศัลยกรรมตกแต่งจริง ๆ ดีกว่า

ผมมีอีกประเด็นหนึ่งที่น่าสนใจ เมื่อใครหลายคนอ้างว่าเมื่อคนคนหนึ่งได้ทำศัลยกรรมประเภทหนึ่งแล้ว จะต้องมีการทำศัลยกรรมครั้งต่อ ๆไปอีก นั่นอาจเป็นเพราะว่า เมื่อได้ทำศัลยกรรมแล้ว ได้ผลออกมาดี มีความมั่นใจในการเข้าสังคม เป็นที่ยอมรับของผู้อื่น จึงติดใจและอยากทำให้ดี ๆ ขึ้นไปอีก อย่างไรก็ตามทุกอย่างย่อมมีความพอดี และอย่าได้คาดหวังมากกับการทำศัลยกรรม หากตัดสินใจที่จะทำศัลยกรรมแล้ว ควรต้องศึกษาให้ละเอียด และควรต้องยอมรับภาวะแทรกซ้อนบางประการที่อาจเกิดขึ้นได้ อย่าลืมนะครับว่าทุกสิ่งอย่างนั้นย่อมมีทั้งผลดีและผลเสีย หากเรารุ้จักความพอดีแล้ว ย่อมจะได้รับความสวยงามที่เป็นธรรมชาติ และไม่ตกเป็นเหยื่อของบรรดาหมอเถื่อน ที่ทำให้เราต้องทุกข์ทรมานใจไปตลอดชีวิต

 

นพ.นพรัตน์ รัตนวราห

 

หาข้อมูลทางศัลยกรรมเพิ่มเติมได้จาก

www.plasticsurgery.or.th สมาคมศัลยแพทย์ตกแต่งแห่งประเทศไทย

www.surgery.or.th สมาคมศัลยแพทย์ตกแต่งเสริมสวยแห่งประเทศไทย

จากหนังสือดิฉัน...

 

Accusculpt ข้อมูล นพ.นพรัตน์ รัตนวราห

นวัตกรรมเลเซอร์ความงามล่าสุดจากสมิติเวช

 

ที่สถาบันความงามสมิติเวช ศรีนครินทร์ เรามีเครื่องมือใหม่ๆและการรักษาที่ทันสมัยล้ำหน้า ไว้สำหรับทุกท่านที่ใส่ใจบุคลิกภาพ ตั้งแต่ศรีษะจรดปลายเท้า และวันนี้เราก็มีนวัตกรรมเลเซอร์ความงามล่าสุด AccuSculpt มาบอกต่อ

AccuSculpt คือเครื่องสลายไขมันด้วยลำแสงเลเซอร์ที่ใช้ได้กับทุกส่วนของร่างกาย ตั้งแต่ หน้าท้อง,เอว,สะโพก,ต้นขา,น่อง,หัวเข่า,ต้นแขน จนถึงบริเวณหลัง จึงเหมาะสำหรับทุกคนรวมถึงคุณแม่หลังคลอด ที่มีปัญหาเรื่องไขมันส่วนเกินตามจุดต่างๆของร่างกายที่ไม่สามารถขจัดออกไปได้ ทำให้ทรวดทรงไม่สวยงาม พูดให้ถูกคือ Accusculpt เป็นทางเลือกใหม่ที่น่าสนใจจริงๆ

 

อย่างแรก แสงเลเซอร์ที่เครื่อง AccuSculpt ใช้รักษา มีความยาวคลื่น 1444 นาโนเมตร ซึ่งมีความจำเพาะต่อเซลล์ไขมันสูงกว่าความยาวคลื่นช่วงอื่นๆ เหตุนี้เองเซลล์ไขมันจึงถูกทำลายได้ง่ายและมีประสิทธิภาพสูงสุดเมื่อเทียบกับเลเซ่อร์ทุกเครื่องที่เคยมีมา ทั้งยังมีความปลอดภัยสูงอีกด้วย

แม้กระทั่งผู้ที่มีปัญหาไขมันสะสมบางบริเวณที่บอบบางเช่นใบหน้า ซึ่งทำให้ใบหน้าไม่ได้รูปในวัยหนุ่มสาว หรือไขมันสะสมที่อาจมาพร้อมกับริ้วรอยแห่งวัย ก็สามารถแก้ไขด้วยนวัตกรรมการยกกระชับใบหน้าด้วย AccuSculpt ซึ่งสามารถลดไขมันสะสมบางบริเวณบนใบหน้าไปพร้อม ๆกับการยกกระชับ และลดริ้วรอยบนใบหน้าไปพร้อมกันด้วย เพราะแสงเลเซอร์จะกระตุ้นให้เกิดการสร้างคอลลาเจนขึ้นมาใหม่ที่ผิวหนังชั้นใน จึงทำให้ใบหน้าจึงเพรียวกระชับเต่งตึงขึ้น สวยใสอ่อนกว่าวัยอย่างเป็นธรรมชาติ จนคุณเองก็สังเกตเห็น

 

อย่างที่สอง ไขมันที่ถูกดูดออกมาเป็นไขมันที่ถูกหลอมเหลวด้วยเครื่อง AccusCulpt ไม่ได้เป็นไขมันที่เป็นก้อนแข็งเหมือนการดูดไขมันแบบปกติ ดังนั้นจึงสามารถใช้ท่อ(cannula)ขนาดเล็กมาก ดูดออกมาอย่างง่ายดายด้วยศูนยากาศแรงดันต่ำ จึงเกิดการบาดเจ็บต่อเนื้อเยื่อข้างเคียงน้อยและสูญเสียเลือดน้อยกว่าการรักษาแบบเก่า ตลอดจนมีโอกาสในการเกิดรอยเขียวช้ำน้อยกว่าเดิม

เจ็บแผลน้อยและระยะพักฟื้นสั้น หากเป็นบริเวณใบหน้าก็แค่ใช้เข็มเล็ก ๆ ดูดไขมันออก ใบหน้าบวมเพียงเล็กน้อยสามารถกลับไปทำงานต่อได้เลย

อย่างที่สาม AccuSculpt ใช้การฉีดยาชาเฉพาะที่แทนการใช้ยาสลบ จึงลดผลข้างเคียงของการแพ้ยาสลบไปได้เลย ทำให้คุณฟื้นตัวได้เร็วกว่า ใช้เวลาพักฟื้นน้อยกว่า

 

เชิญมาสอบถามและเยี่ยมชมสถาบันความงามสมิติเวช ศรีนครินทร์ กันนะคะ

 

* AccuSculpt ผ่านการรับรองจาก FDA สหรัฐฯ และองค์การอาหารและยาของประเทศไทยเรียบร้อยแล้ว

จากหนังสืออิมเมจ และ พลอยแกมเพชร เดือน ธันวาคม 2551

 

โดย นพ.นพรัตน์ รัตนวราห

Laser Lipolysis by Dr.Nopparat R.,MD.

posted on 09 Jun 2011 15:52 by drnopparat

บทความจากกรุงเทพธุรกิจ

Laser Lipolysis Dr.Nopparat R.,MD.

 

Excess fat has long been a problem that causes a person’s body to appear disproportionate and contributes to a loss of self confidence. Measures such as controlling food intake, weight loss and exercise cannot reduce the accumulation of localized fat in various parts of the body such as around the waist, thighs, hips, and under the chin as genetics also plays a major role in determining a person’s body shape and fat accumulation patterns.

For thousands of years, there have been numerous surgical attempts to remove accumulated excess body fat. This was done by removing large chunks of fat in the body and by scraping it away. However, these dangerous procedures yielded less than aesthetically pleasing results.

Liposuction procedures were first developed in 1976. Initially, the results were not satisfactory. Later, thin tubes were used to remove fat and inject liquid prior to the procedure to reduce bleeding. The overall results were still sub-par: besides pain and long recovery periods, considerable tissue damage was an unavoidable side effect as considerable force was needed to remove the fat in large quantities.

Today, technological advances in liposuction have progressed to employ techniques in suctioning off fat such as using water pressure and ultrasound waves which have greatly improved results. The latest method being used for fat reduction is laser assisted liposuction where lasers are used to liquefy the fat deposits before suctioning it out. This technique has shown remarkable results compared to all the traditional methods.

 

Advantages

o The laser specifically targets only high fat cells and is used to liquefy these cells, enabling the surgeon to use less force when siphoning the fat off.

o This type of laser is not dangerous as it does not affect the body’s tissue and has less side effects to blood vessels and the nerves. There is less pain and more fat can be removed.

o The laser does not harm the skin and is capable of emulsifying fat just below the skin, commonly known as cellulite, which causes uneven skin that resembles an orange peel.

o Lasers stimulate the skin so it tightens after liposuction, resulting in less sagging compared to previous methods.

o Laser assisted liposuction works with just a thin tube which allows the procedure to be smooth and gentle, resulting in little swelling and bruising, and almost no recovery period; most pleasingly, scars are so small they are barely noticeable.

 

Currently, liposuction is not considered a major issue nor is it a scary procedure due to the use of safe, highly advanced technological medical techniques. Anyone who feels that they have accumulated excessive fat in localised areas can remove them by simply making an appointment with a specialist.

 

The laser lipolysis equipment is continuously being developed

The AccuSculptTM is the latest medical tool in laser assisted lipolysis that is jointly developed by the US and South Korea. It is ten times more efficacious than any other laser assisted machine because it employs the Nd:yag laser of 1444 nanometers, a specific wavelength that targets high fat areas. The AccuSculptTM is considered the best medical tool for liposuction as it liquefies fat cells in localised body parts with minimal damage inflicted on surrounding tissue. This technique is excellent for safely liquefying fat in small areas such as the face and is suited to removing excess fat from the cheeks, eye bags, jaws or under the chin. Furthermore, the laser also helps tone and lifts the facial skin. AccuSculptTM can also permanently end the woes of patients who have excessive underarm perspiration or body odour as the laser waves are used to destroy the sweat or fat glands. This quick and easy procedure is painless and effective and the patient can immediately return to work.

 

For more information, please contact Samitivej Esthetics Institute at Tel: 0-2731-7000

 

Written by Dr.Nopparat Rattanawaraha, Plastic Surgeon, Samitivej Srinakarin Hospital.